คนไอคิวสูงคือคนฉลาด หัวไว เรียนรู้ได้เร็ว หนึ่งในวิธีมาตรฐานที่เรานิยมใช้วัดระดับไอคิวคือการทำข้อสอบค่ะ 

แต่จริงๆ แล้วข้อสอบวัดระดับไอคิวแต่เดิม ไม่ได้ตั้งใจวัดระดับความฉลาด เพื่อค้นหา “คนเก่ง” นะคะ แต่ตรงกันข้ามเขาคิดขึ้นมาเพื่อค้นหา “คนไม่เก่ง” ต่างหาก ทุกวันนี้มีข้อสอบออนไลน์ มีหนังสือวัดระดับไอคิว หลายเวอร์ชั่นผลิตออกมาขายทั่วไป เยอะแยะไปหมด แต่ข้อสอบตัวไหนคือของจริงแท้ดั้งเดิมและแม่นยำที่สุด? มาหาคำตอบในบทความนี้กันค่ะ


ความฉลาด หรือ “Intelligence” เป็นเรื่องที่นักจิตวิทยาตามศึกษาอย่างใกล้ชิดมานานแล้ว การสอบวัดระดับไอคิว เป็นวิธีหนึ่งที่เราจะรู้ระดับความฉลาดของเด็ก (และผู้ใหญ่) ได้  โดยวัดความสามารถในการประมวลผลของสมอง การจัดการข้อมูล และการคิดเชิงเหตุผลเพื่อแก้ปัญหา

การสอบวัดไอคิว ทุกวันนี้ยังใช้แนวข้อสอบเดิม ที่อิงหลักเกณฑ์จากชุดแรก ซึ่งนักจิตวิทยาได้ออกแบบขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เพื่อใช้สำหรับวัดระดับไอคิว และความสามารถทางวิชาการของเด็กนักเรียนค่ะ

บางคนอาจคุ้นๆ ชื่อนักจิตวิทยาดังๆ อย่าง ชาร์ล สเปียร์แมน (Charles Spearman), ฮาเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) หรือ โรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก (Robert Sternberg) มาบ้างแล้ว เพราะทั้งสามคนนี้ นอกจากจะเป็นเจ้าพ่อวงการจิตวิทยาแล้ว ยังเป็นเจ้าพ่อทฤษฎีเกี่ยวกับความฉลาดอีกหลายทฤษฎีด้วย

แต่ต้นกำเนิดข้อสอบวัดระดับไอคิวฉบับแรกของโลก กลับไม่ได้มาจากสามคนนี้ค่ะ

จุดเริ่มต้นการสอบวัดไอคิว

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นที่ยุโรป โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ชื่อ อัลเฟรด บิเนต์ (Alfred Binet) เขาได้รับคำสั่งตรงจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ออกแบบข้อสอบชุดหนึ่งขึ้นในปี 1905 เพื่อวัดความสามารถทางวิชาการของเด็กนักเรียน

จุดประสงค์ของการออกแบบข้อสอบวัดไอคิว ชุดแรกคือเพื่อค้นหาเด็กที่ “เรียนอ่อน” เพื่อทางครูและโรงเรียนจะได้ให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้ถูกค่ะ

อัลเฟรดมีเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งชื่อ ธีโอดอร์ ไซมอน (Theodore Simon) ทั้งสองคนได้ศึกษาพฤติกรรม สังเกตการเรียน และความสามารถ ของเด็กวัยต่างๆ อยู่พักใหญ่ จนพัฒนาข้อสอบชุดแรกขึ้นได้สำเร็จ แล้วก็ยังใช้กันแพร่หลายทั่วโลกจนทุกวันนี้ คือ

Binet-Simon Intelligence Scale

ข้อสอบนี้จะวัดความสามารถหลายด้านของเด็ก ในหลายระดับชั้นและอายุค่ะ และยังเพิ่มระดับความยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ไม่ได้แค่ให้เด็กอ่านโจทย์แล้วกาข้อสอบนะคะ แต่มีการวัดทักษะภาษา ทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ตรรกะของเด็กด้วย ว่าดีและถูกต้องไหม

อย่างเช่น เด็กๆ ต้องสามารถบอกความสัมพันธ์หรือความต่างของสองสิ่งได้ จดจำและทวนประโยคสั้นๆ ได้ หาคำศัพท์ที่มีเสียงคล้องจองกันได้ วาดรูปตามที่กำหนดได้ หรืออธิบายคอนเซ็ปต์ของคำศัพท์ง่ายๆ ได้ หรือใช้นิ้วชี้ไปที่อวัยวะบนร่างกายตามคำสั่งได้ ฟังแค่นี้ก็รู้สึกสนุกตามแล้วใช่ไหมคะ

Standford-Binet Intelligence Scale

ต่อมาลูวิส เทอร์แมน (Lewis Terman) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้นำข้อสอบ Binet-Simon Intelligence Scale มาปรับปรุง แล้วทดลองใช้กับเด็กอเมริกันดูบ้าง แล้วก็ได้ผลดี จนเป็นที่มาของข้อสอบอีกหนึ่งชุด ที่เรายังนิยมใช้เพื่อวัดระดับไอคิว กันจนทุกวันนี้ค่ะ

ข้อสอบชุดนี้ลูวิสไม่ได้แค่ใช้ค้นหาเด็กเรียนอ่อน แต่ยังตั้งใจปรับให้สามารถใช้ค้นหาผู้ใหญ่ที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าคนทั่วไปด้วย

วัดไอคิว วัดอายุสมอง

บิเนต์พบว่าเด็กบางคนสามารถคิด และตอบคำถามบางข้อได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นคำถามสำหรับเด็กชั้นโตกว่า หรืออายุมากกว่า นั่นแปลว่า เราดูที่ความฉลาดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูเรื่อง “อายุสมอง” คู่กันไปด้วย

ข้อสอบของบิเนต์ช่วยวัดและบอกเราเกี่ยวกับ “อายุสมอง” ของเด็กได้ค่ะ อย่างเช่น ถ้าเด็กอายุ 6 ขวบ และสามารถทำข้อสอบที่สร้างขึ้นสำหรับเด็กอายุ 6 ขวบ แต่ทำข้อสอบสำหรับเด็กชั้นโตกว่าไม่ได้ ก็แปลว่า “อายุจริง – Chronological Age”กับ “อายุสมอง –Mental Age” ของเด็กเท่ากัน

ข้อสอบไอคิวบอกเราได้ว่า ถ้าเด็กอายุ 6 ขวบ ทำข้อสอบที่ออกแบบสำหรับเด็กอายุมากกว่าได้ แปลว่ามี “อายุสมอง” มากกว่า “อายุจริง” หรือเป็นเด็กฉลาดนั่นเอง

กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม

โปรเจ็คต์ตั้งต้นนี้ทำให้บิเนต์สนใจศึกษาความฉลาดของเด็กมากขึ้นไปอีก ยิ่งค้นหาไปเขาก็ยิ่งรู้ว่า ในความฉลาดเองก็ยังมี “ความหลากหลาย” ด้วยค่ะ

ดังนั้น แทนที่จะวัดกันแต่ความรู้ที่เด็กได้เรียนมาในห้อง อย่างเช่น คณิตศาสตร์ ทักษะภาษา ทักษะการอ่าน-เขียน เขาเน้นวัดความสามารถอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสมอง อย่างเช่น สมาธิ ความจำ การใช้ตรรกะ การแก้ปัญหาด้วย

นอกจากนั้น เรื่องที่ฟังแล้วหลายคนคงดีใจแน่ๆ คือ บิเนต์บอกว่าระดับความฉลาดของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงได้ ไม่ใช่สิ่งตายตัว ความฉลาดเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูโดยตรง ไม่ใช่เรื่องของกรรมพันธุ์อย่างเดียวนะคะ

ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ การถูกกระตุ้นให้เกิดการคิดและการเรียนรู้อยู่เสมอสำคัญมากกับพัฒนาการของสมอง อ. ผึ้ง แนะนำให้หมั่นเติมความรู้สมองด้วยการอ่านหนังสือเป็นประจำ ฝึกความจำ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีอยู่เสมอค่ะ

การสอบวัดไอคิวในปัจจุบัน

ข้อสอบที่ใช้วัดระดับไอคิวของเด็กและผู้ใหญ่ทุกวันนี้ไม่ได้จับพวกเรามานั่งตอบคำถาม วาดรูป หรือชี้อวัยวะบนร่างกายแบบเด็กฝรั่งเศสสมัยนู้นแล้ว (แน่ๆ) แต่ก็พัฒนามาจากแนวคิดเดียวกันค่ะ คือการวัดทักษะทางสมองของผู้สอบ อย่างเช่น

  • การคิด วิเคราะห์
  • การเข้าใจมิติ ความสัมพันธ์
  • การใช้เหตุผล
  • การแก้ปัญหา
  • ฯลฯ

และปัจจุบันก็มีหลายข้อสอบถูกออกแบบมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นฉบับกระดาษ หรือฉบับออนไลน์ บางฉบับก็ไม่ได้มาตรฐาน บางฉบับก็ไม่มีการอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่ทำออกมาเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อวัดระดับความสามารถเบื้องต้นของสมอง เพื่อใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน หรือเพื่อใช้ประกอบการรักษาโรคบางอย่าง

ถ้าเราจะวัดระดับไอคิวแค่เอาสนุก จะเลือกทำข้อสอบออนไลน์ตามเว็บไซต์ก็ไม่ผิดค่ะ แต่สำหรับคนที่จริงจังกับการค้นหาระดับไอคิวของตัวเอง ควรมองหาองค์กรที่ให้บริการวัดระดับไอคิวโดยตรงและมีมาตรฐานอ้างอิงเป็นสากลดีกว่า

จากประสบการณ์ตรงของ อ. ผึ้ง การจะวัดระดับไอคิวได้แม่นยำ และการจะนำผลรับรองไปใช้เพื่อจุดประสงค์เฉพาะบางอย่าง ควรเป็นข้อสอบที่ยอมรับกันทั่วโลก (เช่น ถูกออกแบบขึ้นหรือได้รับการยอมรับโดยองค์กรสำหรับผู้มีไอคิวสูง หรือ High IQ Society) ต้องทำการวัดโดยมีผู้คุมสอบ และจับเวลาอย่างเคร่งครัดในห้องสอบจริงเท่านั้น ผลวัดระดับไอคิวจากข้อสอบออนไลน์ไม่สามารถใช้ได้ค่ะ

ข้อสอบวัดระดับไอคิวที่เชื่อถือได้ควรได้รับการรับรองระดับสากล มีผู้คุมสอบและการจับเวลาอย่างเคร่งครัดในห้องสอบจริงเท่านั้น

บางคนอาจมองว่าการวัดระดับไอคิวไม่ใช่การวัดความสำเร็จทั้งหมดของชีวิตสักหน่อย ซึ่งก็จริงค่ะ เพราะระดับความฉลาดของมนุษย์ยังมีอีกหลากหลายมิติ คนมีระดับไอคิวสูงสะท้อนถึงความฉลาดในการเรียนรู้ เป็นคนหัวไว และมีแนวโน้มว่าจะแก้ปัญหาได้ดี แต่ถึงแม้จะทำข้อสอบวัดระดับไอคิวได้ดี ก็ไม่ได้การันตีว่าคนๆ นั้นจะเป็นยอดมนุษย์ในทุกด้านของชีวิตด้วย

แต่การได้รู้ระดับความสามารถของสมองไว้บ้าง บางทีก็ช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง มองเห็นอะไรบางอย่าง และหันมาดูแลความคิด ใส่ใจการใช้ชีวิตของตัวเราเองมากขึ้นได้เหมือนกัน

ใครอยากสมองดี ความจำแม่น รู้เทคนิคการพัฒนาทั้งทักษะการคิดและทักษะภาษาควบคู่ไปด้วยกัน ติดตามความรู้ดีๆ กับ อ. ผึ้ง ได้ที่นี่ หรือทางเฟสบุ๊ค อ. ผึ้ง อารดา : English Brain นะคะ


บทความมีลิขสิทธิ์: ขอบคุณที่ไม่คัดลอก ดัดแปลง หรือเนื้อหาบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: