การค้นหาความฉลาดเขาใช้วิธีไหนกันนะ? คนไอคิวสูงคือคนฉลาด สมองไว เรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็ว และคิดในเชิงตรรกะได้ดีเยี่ยม ไอคิวเป็นเรื่องของศักยภาพสมอง ไม่ใช่ทักษะที่เกิดจากการฝึกฝนหรือประสบการณ์ที่เคยเจอในอดีต หนึ่งในวิธีมาตรฐานที่เรานิยมใช้วัดระดับไอคิวคือการทำข้อสอบค่ะ 

แต่จริงๆ แล้วข้อสอบวัดระดับไอคิวแต่เดิม ไม่ได้ตั้งใจวัดระดับความฉลาด เพื่อค้นหา “คนเก่ง” นะคะ แต่ตรงกันข้ามเขาคิดขึ้นมาเพื่อค้นหา “คนไม่เก่ง” ต่างหาก ทุกวันนี้มีข้อสอบออนไลน์ มีหนังสือวัดระดับไอคิว หลายเวอร์ชั่นผลิตออกมาขายทั่วไป เยอะแยะไปหมด แต่ข้อสอบตัวไหนคือของจริงแท้ดั้งเดิมและแม่นยำที่สุด? มาหาคำตอบในบทความนี้กันค่ะ


ความฉลาด หรือ “Intelligence” เป็นเรื่องที่นักจิตวิทยาตามศึกษาอย่างใกล้ชิดมานานแล้ว การสอบวัดระดับไอคิว เป็นวิธีหนึ่งที่เราจะรู้ระดับความฉลาดของเด็ก (และผู้ใหญ่) ได้  โดยวัดความสามารถและความเร็วในการประมวลผลของสมอง การเข้าใจความสัมพันธ์เชิงมิติและเวลา และการคิดเชิงเหตุผล และความสามารถในการแก้ปัญหา

ไอคิวเป็นเรื่องของศักยภาพสมองล้วนๆ ค่ะ จึงไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ที่เกิดจากการอ่าน และไม่เกี่ยวกับทักษะที่เกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญ ดังนั้นการร่ำเรียนมามากหรือจดจำข้อมูลได้มากจึงไม่เกี่ยวกับการมีไอคิวสูง ถ้าพูดแบบกว้างๆ คือ ไอคิวเกิดจากความเข้าใจ ไม่ใช่ความรู้หรือความจำ

มาตรฐานการสอบวัดไอคิวในปัจจุบันยังอิงหลักเกณฑ์จากข้อสอบวัดไอคิวชุดแรก ซึ่งกลุ่มนักจิตวิทยาการศึกษาได้ออกแบบขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เพื่อใช้วัดระดับความฉลาด และความสามารถทางวิชาการของเด็กนักเรียนค่ะ

บางคนอาจคุ้นๆ ชื่อนักจิตวิทยาดังๆ อย่าง ชาร์ล สเปียร์แมน (Charles Spearman), ฮาเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) หรือ โรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก (Robert Sternberg) มาบ้างแล้ว เพราะทั้งสามคนนี้ นอกจากจะเป็นเจ้าพ่อวงการจิตวิทยาแล้ว ยังเป็นเจ้าพ่อทฤษฎีความฉลาดอีกหลายทฤษฎีด้วย

แต่ต้นกำเนิดข้อสอบวัดระดับไอคิวฉบับแรกของโลก กลับไม่ได้มาจากสามคนนี้นะคะ

จุดเริ่มต้นการสอบวัดไอคิว

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นที่ยุโรป โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ชื่อ อัลเฟรด บิเนต์ (Alfred Binet) เขาได้รับคำสั่งตรงจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ออกแบบข้อสอบชุดหนึ่งขึ้นในปี 1905 เพื่อวัดความสามารถทางวิชาการของเด็กนักเรียนในยุคนั้น

จุดประสงค์การออกแบบข้อสอบวัดไอคิวชุดแรก คือเพื่อค้นหาเด็กที่ “เรียนอ่อน” เพื่อทางครูและโรงเรียนจะได้ให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้ถูกต้องค่ะ

อัลเฟรดมีเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งชื่อ ธีโอดอร์ ไซมอน (Theodore Simon) ทั้งสองคนได้ศึกษาพฤติกรรม สังเกตการเรียน และความสามารถ ของเด็กวัยต่างๆ อยู่พักใหญ่ จนพัฒนาข้อสอบชุดแรกขึ้นได้สำเร็จ แล้วยังถูกใช้แพร่หลายทั่วโลกมาจนทุกวันนี้ นั่นคือ

Binet-Simon Intelligence Scale

ข้อสอบในยุคแรกจะวัดความสามารถหลายด้านของเด็กๆ ในหลายระดับชั้นและอายุ และเพิ่มระดับความยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ให้เด็กอ่านโจทย์แล้วเลือกคำตอบนะคะ แต่มีการวัดทักษะภาษา ทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ตรรกะความคิดเชิงเหตุผลของเด็กด้วย

อย่างเช่น เด็กๆ ต้องสามารถบอกความสัมพันธ์หรือความต่างของกลุ่มสิ่งของได้ จดจำและทวนประโยคสั้นๆ ได้ หาคำศัพท์ที่มีเสียงคล้องจองกันได้ วาดรูปตามที่กำหนดได้ หรืออธิบายคอนเซ็ปต์ของคำศัพท์ง่ายๆ ได้ หรือใช้นิ้วชี้ไปที่อวัยวะบนร่างกายตามคำสั่งได้ ฟังแค่นี้ก็รู้สึกสนุกตามแล้วใช่ไหมคะ

Standford-Binet Intelligence Scale

ต่อมาลูวิส เทอร์แมน (Lewis Terman) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้นำข้อสอบ Binet-Simon Intelligence Scale มาปรับปรุง แล้วทดลองใช้กับเด็กอเมริกันดูบ้าง แล้วก็ได้ผลดี จนเป็นที่มาของข้อสอบอีกหนึ่งชุด ที่เรายังนิยมใช้เพื่อวัดระดับไอคิว กันจนทุกวันนี้นั่นคือ Standford-Binet Intelligence Scale ค่ะ

ข้อสอบชุดนี้ของลูวิสไม่ได้แค่ใช้ค้นหาเด็กเรียนอ่อน แต่ยังตั้งใจปรับให้สามารถใช้ค้นหาผู้ใหญ่ที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าคนทั่วไปด้วย

ข้อสอบของบิเนต์ช่วยบอกเราเกี่ยวกับ “อายุสมอง” ของเด็กได้ด้วยค่ะ อย่างเช่น ถ้าเด็กอายุ 6 ขวบ และสามารถทำข้อสอบที่สร้างขึ้นสำหรับเด็กอายุ 6 ขวบได้ แต่ทำข้อสอบสำหรับเด็กชั้นโตกว่าไม่ได้ ก็แปลว่า “อายุจริง – Chronological Age”กับ “อายุสมอง –Mental Age” ของเด็กเท่ากัน แต่ถ้าทำข้อสอบที่ออกแบบสำหรับเด็กอายุมากกว่าได้ แปลว่ามี “อายุสมอง” มากกว่า “อายุจริง” หรือเป็นเด็กฉลาดนั่นเอง

กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม

โปรเจ็คต์ตั้งต้นนี้ทำให้บิเนต์สนใจศึกษาความฉลาดของเด็กมากขึ้นไปอีก ยิ่งค้นหาไปเขาก็ยิ่งรู้ว่า ในความฉลาดเองก็ยังมี “ความหลากหลาย” ด้วยค่ะ

ดังนั้น แทนที่จะวัดกันแต่ความรู้ที่เด็กได้เรียนมา อย่างเช่น คณิตศาสตร์ ทักษะภาษา ทักษะการอ่าน-เขียน ในเวอร์ชั่นต่อๆ มาเขาจึงที่เน้นการวัดความสามารถของสมองโดยตรงด้วย อย่างเช่น สมาธิ ความจำ การใช้ตรรกะ การแก้ปัญหา

การสอบวัดไอคิวในปัจจุบัน

ข้อสอบที่ใช้วัดระดับไอคิวของเด็กและผู้ใหญ่ทุกวันนี้ไม่ได้จับพวกเรามานั่งตอบคำถาม วาดรูป หรือชี้อวัยวะบนร่างกายแบบเด็กฝรั่งเศสสมัยนู้นแล้ว (แน่ๆ) แต่ก็พัฒนามาจากแนวคิดเดียวกันค่ะ คือการวัดทักษะทางสมองของผู้สอบ อย่างเช่น

  • การคิด วิเคราะห์
  • การเข้าใจมิติสัมพันธ์
  • การใช้เหตุผล
  • การแก้ปัญหา
  • ฯลฯ

ข้อสอบวัดระดับไอคิวจะไม่เกี่ยวกับ

  • ความรู้จากหนังสือหรือห้องเรียน
  • ความจำ
  • ทักษะที่ฝึกฝนได้

นอกจากข้อสอบสองเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่เล่าไปแล้วด้านบน ต่อมายังมีการออกแบบข้อสอบอีกเวอร์ชั่นที่สร้างความเท่าเทียมให้ผู้ทดสอบ โดยไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน ไม่ว่าจะมาจากการศึกษาระดับไหน ใช้ภาษาอะไร หรือพื้นฐานวัฒนธรรมแบบใด เนื่องจากไม่มีการใช้ตัวหนังสือ มีแต่รูปภาพเท่านั้น ซึ่งเรียกกันว่า Cattell Culture Fair Intelligence Test (CFIT) แต่รับรองว่าสามารถทดสอบตรรกะของสมองได้ครบถ้วนเหมือนเดิม

ปัจจุบันมีข้อสอบอีกหลายประเภทถูกออกแบบมาเพื่อใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นฉบับกระดาษ หรือฉบับออนไลน์ บางฉบับก็ไม่ได้มาตรฐานการออกแบบ บางฉบับก็ไม่ได้อ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่ทำออกมาเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อวัดระดับความสามารถเบื้องต้นของสมอง เพื่อใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน หรือเพื่อใช้ประกอบการรักษาโรคบางอย่าง

สำหรับใครที่อยากวัดระดับไอคิวเพื่อความสนุก จะเลือกทำข้อสอบออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่างๆ ก็ไม่ผิดค่ะ แต่สำหรับคนที่จริงจังกับการค้นหาระดับไอคิวของตัวเอง ควรมองหาข้อสอบจากนักจิตวิทยาที่ได้รับใบอนุญาต หรือจากองค์กรที่ให้บริการวัดระดับไอคิวโดยตรงและมีมาตรฐานอ้างอิงเป็นสากลดีกว่าค่ะ

การสอบวัดไอคิวแบบสากลที่ใช้ได้ทั่วโลก

จากประสบการณ์ตรงของ อ. ผึ้ง การจะวัดระดับไอคิวได้แม่นยำ และการจะนำผลรับรองไปใช้เพื่อจุดประสงค์เฉพาะบางอย่าง ควรเป็นข้อสอบที่ยอมรับกันทั่วโลก (เช่น ถูกออกแบบขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญหรือได้รับการยอมรับโดยองค์กรสำหรับผู้มีไอคิวสูง หรือ High IQ Society)

การทดสอบต้องถูกจัดขึ้นในสถานที่ตามกำหนดและมีผู้คุมสอบที่ได้รับใบอนุญาต มีขั้นตอนการสอบเป็นไปตามมาตรฐานและมีการจับเวลาอย่างเคร่งครัด (ระดับที่อาจทำให้หลายคนหัวใจวายได้) ผลวัดระดับไอคิวจากข้อสอบออนไลน์ ไม่ว่าจากเว็บไซต์ใด จึงไม่ถือว่ามีความแม่นยำและไม่สามารถใช้เป็นผลคะแนนอย่างทางการได้ค่ะ

ข้อสอบวัดระดับไอคิวที่เชื่อถือได้ควรผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล มีผู้คุมสอบและการจับเวลาอย่างเคร่งครัดในห้องสอบจริงเท่านั้น

บางคนอาจมองว่าการวัดระดับไอคิวไม่ใช่การวัดความสำเร็จทั้งหมดของชีวิตสักหน่อย ซึ่งก็จริงค่ะ เพราะระดับความสามารถของมนุษย์ยังมีอีกหลากหลายมิติ คนมีระดับไอคิวสูงสะท้อนถึงความฉลาด เป็นคนหัวไว เรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็ว คิดอะไรเป็นตรรกะ เข้าใจเหตุผลที่ซับซ้อนได้ดี และมีแนวโน้มว่าจะแก้ปัญหาเก่ง แต่ถึงแม้จะทำข้อสอบวัดระดับไอคิวได้ดี ก็ไม่ได้การันตีว่าคนๆ นั้นจะเป็นยอดมนุษย์ในทุกด้านของชีวิตด้วย

ถึงแม้การมีไอคิวสูงไม่ใช่ทักษะที่นำไปประกอบอาชีพได้โดยตรง ไม่เหมือนทักษะด้านภาษา ด้านกีฬา หรือด้านวิชาชีพอื่นๆ แต่การมีสมองดีและมีศักยภาพในการเรียนรู้ได้เร็วก็เป็นเครื่องการันตีอย่างหนึ่งว่าคนๆ นั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เขาเลือก ไม่ว่าจะเป็นด้านใด (ซึ่งแน่นอนว่า ยังมีมิติอื่นๆ ของชีวิตที่เป็นองค์ประกอบชี้วัดของความสำเร็จด้วย)

ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ การสร้างโอกาสและการพาตัวเองไปอยู่สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้สมองเกิดการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้อยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ สมองที่ถูกใช้งานบ่อยๆ และเรียนรู้อยู่เสมอยังช่วยพาเราห่างไกลจากโรคความจำเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้นด้วย อ. ผึ้ง แนะนำให้หมั่นดูแลสมองด้วยการอ่านหนังสือเป็นประจำ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารขยะ ออกกำลัง นอนหลับให้เพียงพอ และดูแลอารมณ์ของตัวเองให้แจ่มใสอยู่เสมอค่ะ ถึงจะฟังดูน่าเบื่อเพราะใครๆ ก็แนะนำกัน แต่ อ. ผึ้ง รับรองว่านี่คือเทคนิคที่จริงใจสุดๆ และมันจะช่วยให้สมองดีขึ้นได้จริงค่ะ

ใครอยากสมองดี รู้เทคนิคการพัฒนาตัวเอง ทั้งทักษะการคิดและทักษะภาษาควบคู่ไปด้วยกัน ติดตามความรู้ดีๆ อีกมากมายกับ อ. ผึ้ง ได้ที่นี่ หรือทางเฟสบุ๊ค อ. ผึ้ง อารดา : English Brain นะคะ


บทความมีลิขสิทธิ์: ขอบคุณที่ไม่คัดลอก ดัดแปลง หรือเนื้อหาบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: