เทศกาลอีสเตอร์ (Easter) คือเทศกาลของชาวคริสต์ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการฟื้นคืนชีพของพระเยซูหลังสิ้นพระชนม์ด้วยการถูกตรึงไม้กางเขน แต่ว่า “กระต่าย” กับ “ไข่” มาเกี่ยวอะไรกับอีสเตอร์นะ?


อีสเตอร์เป็นหนึ่งในเทศกาลทางศาสนาที่ฝรั่งทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชื่นชอบกันมากค่ะ เพราะนอกจากจะมีวันหยุดยาว และเป็นช่วงเดียวกับการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น เด็กๆ ยังได้อร่อยกับขนมหวาน รวมทั้งสนุกสนานกับการเล่นเกมและกิจกรรมกลางแจ้งด้วย


อ. ผึ้ง เคยเขียนบทความนี้ไว้ในนิตยสารไอเก็ตอิงลิชเมื่อหลายปีก่อน ไหนๆ เทศกาลนี้ก็ย้อนกลับมาทุกปี เลยนำบทความนี้มาปรับใหม่ ให้ผู้อ่านได้เรียนรู้วัฒนธรรมฝรั่งกันอีกรอบ สัญลักษณ์ของเทศกาลนี้คือ กระต่ายอีสเตอร์ (Easter bunny) และไข่อีสเตอร์ (Easter egg) แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิลเองไม่ได้พูดถึงกระต่ายน้อยสักนิดว่าพวกมันมาเกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพของพระเยซูได้อย่างไร เอ…แล้วทั้งสามสิ่งนี้มาเกี่ยวพันกันได้ยังไง เราไปดูประวัติศาสตร์ด้วยกันค่ะ

กระต่ายกับเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ


ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ต้นกำเนิดของเทศกาลอีสเตอร์ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ และพระเยซูเลยค่ะ แต่เป็นการเฉลิมฉลองให้กับเทพเจ้าตามความเชื่อพื้นบ้านต่างหาก

ชาวยุโรปเหนือในสมัยโบราณนับถือศาสนาพื้นบ้าน และบูชาเทพเจ้าหลายองค์ หนึ่งในนั้นคือเทพีออสตรา (Eostra) ซึ่งเป็นเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิและความอุดมสมบูรณ์

เทศกาลอีสเตอร์ “Eastre Festival” เดิมทีคืองานเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิ และมีกระต่ายป่าเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลด้วยค่ะ เนื่องจากกระต่ายป่าเป็นสัตว์ประจำตัวของเทพีออสตรา และตามตำนานก็เชื่อว่าเธอสามารถแปลงกายเป็นกระต่ายป่าได้ด้วย

นอกจากนี้กระต่ายป่ายังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์และการเจริญพันธุ์ ด้วยเหตุผลว่าเจ้าหูยาวออกลูกออกหลานถี่และดกเหลือเกินนี่แหละ

ก้าวแรกสู่เทศกาลอีสเตอร์

การที่งานเฉลิมฉลองแบบพื้นบ้านกลายมาเป็นเทศกาลทางศาสนาของชาวคริสต์ได้ก็เพราะความคิด (ปิ๊งๆ) ของมิชชันนารีกลุ่มหนึ่ง ที่เข้าไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในท้องถิ่นนั้น 

ในเมื่อชาวท้องถิ่นมีความเชื่อและประเพณีของตนเองอยู่แล้ว การที่จู่ๆ เหล่ามิชชันนารีจะเข้าไปจัดพิธีกรรมทางศาสนาใหม่ๆ ก็คงไม่เหมาะ ไหนๆ การเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิของชาวท้องถิ่นก็ถูกจัดขึ้นหลายวัน และช่วงเวลาก็ไล่เลี่ยกับช่วงที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ชีพพอดี เหล่ามิชชันนารีจึงร่วมฉลองประเพณีท้องถิ่น และแทรกซึมการฉลองแบบคริสต์เข้าไปด้วยซะเลย

กลยุทธ์โอบล้อมและแทรกซึมนี้เป็นโปรเจ็กต์ระยะยาวค่ะ งานเฉลิมฉลองแบบทู-อิน-วันมี วิวัฒนาการปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ และแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง ปัจจุบันเทศกาลอีสเตอร์ของชาวพื้นบ้านเลยกลายมาเป็นเทศกาลศาสนาของศาสนาคริสต์อย่างเต็มตัว (ซะงั้น) และถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘Easter Festival’ ที่สะกดต่างไปจากเดิม (นิดนึง) ด้วย

ไข่กับเทศกาลอีสเตอร์

แล้ว ‘ไข่’ มาเกี่ยวอะไรกับเทศกาลนี้? บางตำนานบอกว่ามันเกี่ยวข้องกับเทศกาลมหาพรตหรือเทศกาลเข้าสู่ธรรม (Lent) ของชาวคริสต์ค่ะ ซึ่งจะเริ่มขึ้น 40 วัน ก่อนหน้าวันที่พระเยซูกลับฟื้นคืนพระชมน์ชีพ 

การดำเนินชีวิตของชาวคริสต์ตลอดระยะเวลา 40 วันนี้จะคล้ายการเข้าสู่ช่วงถือศีลกินเจบ้านเรา คือใช้ชีวิตอย่างช้าๆ เพิ่มความระมัดระวังทั้งกาย วาจาและใจ บำเพ็ญธรรม บริจาคสิ่งของให้คนยากจน และอดอาหารที่ฟุ่มเฟือยทั้งหลาย เพื่อฝึกให้รู้จักการยับยั้งช่างใจและคิดถึงผู้อื่น 

และไข่ก็เป็นหนึ่งในอาหารต้องห้ามของเทศกาลมหาพรตด้วย

แต่ต่อให้เป็นเทศกาลไหนๆ แม่ไก่ในฟาร์มก็ยังคงต้องออกไข่สม่ำเสมอ จริงไหมคะ สมาคมแม่บ้านยุคนั้นเลยต้องหาวิธีเก็บถนอมไข่ไก่เพื่อไม่ให้เน่าเสียไปเปล่าๆ

เมื่อเทศกาลมหาพรตจบลง ก็เป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์พอดี บนโต๊ะอาหารของวันนี้จึงเต็มไปด้วยเมนูนานาชนิดจากไข่ ไข่ และไข่

นอกจากนำไข่ไก่ไปแบ่งกับเพื่อนบ้าน ชาวบ้านยังเอาเปลือกไข่มาระบายสีสันให้ดูสวยงาม เพื่อจัดตกแต่งสถานที่หรือห้อยตามต้นไม้เพื่อสร้างบรรยากาศให้เทศกาลซะเลย 

บางตำนานอธิบายว่าไข่คือสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ และการที่ลูกไก่ฟักออกมาจากเปลือกไข่ ก็เหมือนการที่พระเยซูกลับฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพ (ถ้ำ) แหม…ช่างคิดโยงเข้าหากันได้เหมาะเจาะขนาดนี้ แล้วเราจะไม่ยอมให้ไข่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลอีสเตอร์อย่างเต็มตัวได้อย่างไร

เทศกาลอีสเตอร์ในปัจจุบัน

วันอีสเตอร์ต้องเป็นวันอาทิตย์เสมอ แต่จะเปลี่ยนวันที่ไปเรื่อยๆ ทุกปีค่ะ 

หลังวันพระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกของฤดูใบไม้ผลิ ชาวคริสต์จะเรียกวันศุกร์ถัดมาว่าวันศุกร์ประเสริฐหรือศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Easter Friday) ซึ่งเป็นวันที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนและเสียชีวิต 3 วัน หลังจากนั้นคือวันอาทิตย์ ซึ่งก็คือวันอีสเตอร์ (Easter Sunday)

เทศกาลอีสเตอร์ในปัจจุบันดูจะเป็นเทศกาลสำหรับครอบครัวมากกว่าเทศกาลทางศาสนา เพราะนอกจากจะเป็นวันหยุดยาว เด็กๆ ยังได้อิ่มอร่อยกับขนมหวานนานาชนิด และสนุกกับกิจกรรมบันเทิงสำหรับครอบครัวด้วย

เด็กๆ ในอเมริกาเชื่อว่าคืนก่อนวันอีสเตอร์กระต่ายน้อยหางปุยจะแอบเอาไข่สีสวยๆ มาให้เด็กๆ ที่ประพฤติตัวดี (คล้ายๆ ซานตาคลอสในร่างกระต่ายนั่นล่ะ) 

สมัยก่อน เด็กๆ จะวางหมวกของตัวเองไว้ในสวนหลังบ้านเพื่อรอของขวัญจากกระต่าย บางคนก็แอบวางแครอทไว้ข้างๆ ด้วย (เผื่อกระต่ายจะหิวระหว่างปฏิบัติหน้าที่) 

แต่ปัจจุบัน เด็กๆ เปลี่ยนมาใช้ตะกร้าแทนแล้วค่ะ เพราะหาง่ายกว่า และจากไข่จริงๆ ก็กลายมาเป็นช็อกโกแลตรูปไข่ และเริ่มต่อยอดไอเดียเป็นขนมหวานอื่นๆ เช่น มาร์ชเมลโล เจลลีบีน เพรสเซล ขนมปัง และลูกอมต่างๆ 

ที่น่าสนใจคือ จากที่ อ. ผึ้ง ได้อ่านมา สมาคมผู้ผลิตขนมหวานแห่งชาติ (National Confectioners Association) เคยทำวิจัยแล้วพบว่า เทศกาลอีสเตอร์เป็นช่วงที่เศรษฐกิจสะพัดไปกับขนมหวานมากที่สุด มันคือเทศกาลทานขนมประจำปีของเด็กๆ นี่เอง 

เทศกาลอีสเตอร์ในอังกฤษ

จากเดิมที่เคยเป็นตะกร้าใส่ไข่ กลายมาเป็นตระกร้าใส่ขนม แต่ช่วงหลายปีหลังมานี้ อ. ผึ้ง เห็นผู้คนในประเทศอังกฤษ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นตระกร้าของขวัญที่มีประโยชน์ให้เด็กๆ แทนแล้วค่ะ เช่น สมุดภาพ ดินสอสี หนังสือ ของเล่น ฯลฯ เพื่อไม่ให้อีสเตอร์กลายเป็นเทศกาลฟันผุไปซะก่อน

เด็กๆ ที่นี่จะตื่นเต้นกับเทศกาลอีสเตอร์พอสมควร จะว่าไป อ. ผึ้ง เริ่มเห็นตามซูเปอร์มาเก็ตและร้านหนังสือต่างๆ ในประเทศอังกฤษเริ่มจัดโซนไอเดียของขวัญสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ให้เด็กๆ ตั้งแต่ยังไม่เข้าเดือนมีนาคมแล้วค่ะ

ในวันอีสเตอร์ เด็กๆ จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาเล่นเกมต่างๆ มีทั้งการหิ้วตะกร้าแข่งกันออกไปหาไข่ที่ผู้ใหญ่เอาไปซ่อนไว้ในสวน (egg hunt) การเล่นเกมกลิ้งไข่ลงเนินเขาหรือบนสนามหญ้าด้วยช้อนที่ทำจากไม้ (egg rolling) การเล่นเกมตีไข่โดยใช้ไข่ต้ม หากเปลือกไข่ของใครแตกก่อนจะเป็นผู้แพ้ (egg fight) รวมถึงกิจกรรมการระบายสีตกแต่งเปลือกไข่ให้สวยงาม และอื่นๆ อีกมากมาย

เทศกาลอีสเตอร์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตเยอะค่ะ จากเทศกาลพื้นบ้านกลายเป็นเทศกาลทางศาสนา จากตระกร้าของขวัญที่เคยมีแต่ไข่ กลายเป็นขนม และกลายเป็นหนังสือหรือของเล่นที่มีประโยชน์ เด็กๆ รุ่นใหม่อาจไม่อินกับเกมการละเล่นเหล่านี้เท่าเด็กสมัยก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเทศกาลอีสเตอร์ยังเป็นเทศกาลต้อนรับฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น และความสุขของครอบครัวเสมอ

พอเขียนบทความนี้จบแล้ว อ. ผึ้ง เองก็ต้องขอออกไปเดินรับแสงแดดอันอบอุ่น (ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเป็นเดือน) เหมือนกันค่ะ ฤดูใบไม้ผลิร้องทักมาแล้ว (^-^)


บทความมีลิขสิทธิ์: ขอบคุณที่ไม่คัดลอก หรือนำไปดัดแปลงเพื่อเผยแพร่นะคะ

สำหรับผู้ที่สนใจภาษาอังกฤษแบบมือโปร เพื่อพัฒนาชีวิตการทำงานของคุณให้ก้าวขึ้นอีกระดับ ติดตามอ่านความรู้ดีๆ หรือลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ เทคนิคคำศัพท์ เทคนิคการพัฒนาสมอง และความจำ ได้ที่ Website : ajarnarada.com และ Facebook อ. ผึ้ง อารดา : English Brain

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: