ไอคิวสูง ไอคิวต่ำ วัดกันยังไง? จำเป็นหรือไม่ต้องรู้?


หลายคนยังสับสนระหว่างคำว่าไอคิว ความจำ และความรู้ ทั้งสามอย่างนี้ไม่เหมือนกันนะคะ คนความจำดีไม่จำเป็นต้องไอคิวสูง และคนไอคิวสูงไม่จำเป็นต้องมีความรู้แน่นทุกศาสตร์เสมอไป

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสามปีก่อน อ. ผึ้ง ได้ทดลองสอบวัดระดับไอคิว ฉบับมินิกับ Mensa High IQ Society ของประเทศอังกฤษ ผลคะแนนออกมาอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง Mensa High IQ Society เลยส่งคำเชิญมาเพื่อให้ไปลองทดสอบไอคิว ที่ศูนย์สอบทางการของเขา เพื่อวัดระดับไอคิวฉบับเต็มไปเลย

แต่สามปีที่ผ่านมา อ. ผึ้ง ติดธุระนี่ นั่น โน่น เดินทางบ่อย รวมทั้งมีปัญหานอนไม่หลับ (อาการหนักมากๆ)  ยอมรับว่ามันทำให้ศักยภาพของ “สมอง” ลดลงทันตาเห็นค่ะ ก็ได้แต่ผัดผ่อนมา ปีแล้วปีเล่า จนช่วงปลายปี 2019  คิดว่าพอจะมีช่วงว่างให้ “สู้ไหว” จึงรีบลงทะเบียนเข้าไปขอทดสอบทันที

MENSA High IQ Society คืออะไร?

Mensa High IQ Society เป็นองค์กรสำหรับกลุ่มผู้มีไอคิวสูง เป็นองค์กรอิสระด้านไอคิวที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1946 ที่เมือง Oxford ประเทศอังกฤษค่ะ โดย Dr. Lancelot Ware ชาวอังกฤษ และ Roland Berrill ชาวอเมริกัน

การจะเข้าเป็นสมาชิกของ Mensa ได้ มีกฏข้อเดียว คือต้องเป็นคนไอคิวสูงเท่านั้น แล้ววัดกันยังไงล่ะ? ก็ต้องเข้าสอบวัดระดับไอคิวกับเขาก่อนนั่นเอง แล้วต้องได้ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 98 (percentile 98th) หรือสูงกว่าขึ้นไป หรือถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ ระดับท็อป 2% ของประชากรโลก

ความแตกต่างของระดับ IQ

เอ๊ะ…บางคนอาจกำลังสงสัย ที่เราได้ยินมาว่าคนเก่งอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีระดับไอคิวที่ 160 หรืออัจฉริยะคนอื่นๆ ที่มีระดับไอคิว 180 หรือแม้แต่เกือบๆ 200 ก็มีคนทำได้มาแล้ว แล้วทำไม Mensa ไม่นับคะแนนด้วยตัวเลขแบบนี้ด้วย?

นั่นเพราะในปัจจุบันมีการใช้ข้อสอบวัดระดับไอคิว (แบบทางการ) หลายชุดค่ะ อย่างเช่น

  • Culture Fair Intelligence Test(CFIT)
  • Stanford–Binet Intelligence Scales
  • Wechsler Adult Intelligence Scale(WAIS)

ข้อสอบแต่ละชุดถูกออกแบบมาต่างกันเล็กน้อย แต่หลักๆ คือการวัดเชาวน์ปัญญาหรือความสามารถพื้นฐาน “General Intelligence – (g)” ซึ่งมีทั้ง “Fluid Intelligence (Gf)” หรือ เชาวน์ปัญญาที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และสามารถฝึกเพิ่มเติมได้เมื่อโตขึ้น อย่างเช่น ทักษะการคิด การใช้เหตุผล การคิดแบบนามธรรม การแก้ปัญหา และ “Crystallised Intelligence (Gc)” หรือ เชาวน์ปัญญาแบบที่ได้จากการเรียนรู้ ประสบการณ์ วัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อม

ไอคิว IQ อ. ผึ้ง อารดา

การใช้ข้อสอบวัด IQ อย่างยุติธรรม

ทีนี้ การจะใช้วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งมาตัดสินระดับไอคิวคนๆ หนึ่ง ย่อมไม่แฟร์ใช่ไหมคะ อย่างเช่น ถามว่ารัฐใดในอเมริกามีจำนวนประชากรเอเชียเยอะที่สุด? อันนี้คนที่ไม่ได้อยู่อเมริกาคงตอบยาก หรือสีขาวคือตัวแทนสัญลักษณ์ของอะไร? แหม…อันนี้แต่ละประเทศก็ตีความไม่เหมือนกันด้วย

ดังนั้น ระดับไอคิวจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้ที่ได้จากห้องเรียน หรือวัฒนธรรมใด ไม่ใช่ความจำ แต่เป็นทักษะการคิด การใช้เหตุผล และเชาวน์ปัญญา

อีกตัวอย่างคือ ถ้าถามว่า “limbed” กับ “tottered” สัมพันธ์กันยังไง? คือ…ถ้าไม่ใช่เจ้าของภาษา (อังกฤษ) คงคิดนานหน่อย เพราะนอกจากต้องแปลความหมาย “คำศัพท์” แล้ว ยังต้องวิเคราะห์ลึกไปถึง “คอนเซ็ปต์” ของคำเพื่อหาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วย แบบนี้เรียกว่ามีวัฒนธรรม หรือภาษา เข้ามาเกี่ยว ถือว่าไม่แฟร์ค่ะ

เพราะฉะนั้น กลุ่มนักจิตวิทยาจึงออกแบบข้อสอบขึ้นมาอีกประเภท สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่โดยเฉพาะ เป็นการทดสอบระดับไอคิวที่ “แฟร์” แน่นอนค่ะ ถึงจะไม่มีข้อจำกัดเรื่อง “ภาษา” แต่ก็ให้ความ “แม่นยำ” เทียบเท่าข้อสอบชุดอื่น

เราเรียกข้อสอบแบบนี้ว่า Culture Fair Intelligence Test (CFIT) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อสอบสองชุดที่ อ. ผึ้ง ใช้ในทดสอบกับ Mensa ด้วย

การวัดระดับคะแนนไอคิวอย่างยุติธรรม– Fair IQ Test

พอมีข้อสอบหลายชุด แต่ละชุดอาจมีจำนวนคำถามไม่เท่ากัน อย่างเช่น บางชุดมี 50 ข้อ บางชุดมี 80 ข้อ จึงไม่สามารถนับจำนวนข้อถูก-ผิดเป็นระดับไอคิวได้เลย จึงจำเป็นต้องใช้ค่ามาตรฐาน หรือ “Standard Deviation – SD” เข้ามาช่วยการวัดระดับและแปลงค่าคะแนนด้วยค่ะ

เมื่อจำนวนคะแนนจากข้อสอบแต่ละชุด ถูกนำมาปรับเทียบค่ามาตรฐานให้อยู่เกณฑ์เดียวกันแล้ว เราถึงจะได้คะแนนกลาง

ดังนั้นหากใครสักคนบอกว่า เขามีระดับไอคิวเท่าไหร่ ตัวเลขนั้นอาจไม่ได้สะท้อนระดับเชาวน์ปัญญาทันทีนะคะ ขึ้นอยู่กับว่าเขาใช้ข้อสอบชุดใด และเทียบจากค่ามาตรฐานใด ดังนั้นจึงมีการเทียบเป็นค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ด้วย

ค่าเปอร์เซ็นไทล์ (percentile) เป็นการเทียบระดับคะแนนไอคิวว่าคุณอยู่ระดับใด เมื่อเทียบกับประชากรโลก

วันสอบและผลสอบ

ศูนย์จัดสอบที่อ. ผึ้ง เลือกอยู่ในเมืองลิเวอร์พูล ปกติการเดินทางจากบ้านเข้าตัวเมือง อ. ผึ้ง ชอบการนั่งรถไฟเป็นหลักค่ะ ความจริงจะนั่งรถไฟหรือรถบัสก็ใช้เวลาเกือบเท่ากัน แต่เนื่องจากเป็นคนเมารถง่าย นั่งรถไฟจึงสบายใจกว่า แต่ในวันสอบนั้น ปรากฎว่ารถไฟประกาศหยุดวิ่งซะเฉยๆ ในที่สุดก็ต้องขึ้นไปนั่งพะอืดพะอมบนรถบัส (จนได้)

การสอบบ่ายวันนั้นใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมงครึ่ง มีผู้ร่วมสอบประมาณ 10 คน เป็นชาวอังกฤษทั้งหมด มีตั้งแต่อายุ 16 จนถึง 60 กว่าๆ ค่ะ เป็นบรรยากาศที่ไม่เครียดมาก เพราะวันนั้นแดดออก (คือ…ปกติแสงแดดเป็นสิ่งมีค่าและหายากยิ่งของประเทศนี้ วันไหนแดดออก เราจะอารมณ์ดีขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ^-^)

อารดา ไอคิว

แต่สำหรับกระบวนการสอบจริง กลับเคร่งเครียดจนหัวใจเกือบวาย เพราะการสอบแบบ “supervised test” คือการมีผู้คุมสอบและจับเวลาแต่ละsection อย่างเคร่งครัดที่สุด การทดสอบไอคิวจึงไม่ใช่เพียงการตอบได้ถูกต้อง แต่ต้องทำได้ในเวลาจำกัดด้วย

แน่นอนว่าข้อสอบวัดไอคิวที่มีให้บริการออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่างๆ จึงไม่สามารถนำมาอ้างอิงเป็นมาตรฐานไอคิวที่แม่นยำได้

หลักการสอบประมาณ 2 สัปดาห์ คะแนนจะถูกส่งไปที่บ้าน และผลระดับไอคิวของ อ. ผึ้ง จากข้อสอบ Culture Fair Intelligence Test (CFIT) อยู่ที่ 131 แต่ถ้าแปลงเป็นค่ากลางที่นิยมใช้กันจะเท่ากับ147

และเมื่อเทียบระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์แล้วคือ 97th percentile นั่นแปลว่า อ. ผึ้ง อยู่ในระดับท็อป 3% ของประชากรโลกค่ะ

สิ่งที่ได้รับ

การสอบวัดระดับไอคิวครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น ระทึก และสนุกมากค่ะ จากที่เราเคยเป็นอาจารย์ ต้องจับเวลาสอบนักศึกษา วันนั้นกลับต้องโดนจับเวลาเสียเอง ทำให้รู้สึกเหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง พลังชีวิตพุ่งกระฉูดหลังออกห้องสอบทีเดียว

“สมาธิ”และ “การควบคุมอารมณ์ตัวเอง” เป็นสิ่งจำเป็นในการทดสอบ แต่การรักษาสุขภาพตัวเอง นอนหลับให้เพียงพอ รวมทั้งฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์บ่อยๆ เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า เพราะสมองจะทำงานได้ดี ต้องได้รับการดูแล และใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

สมองที่ได้ถูกฝึกให้รู้จักคิด วิเคราะห์ ก็เหมือนมีดที่ได้รับการลับคมอยู่เสมอ

ณ ขณะนี้ อ. ผึ้ง ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์กรInternational High IQ Society (IHIQS) ที่เนเธอร์แลนด์เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากคุณสมบัติสมาชิกคือผู้มีไอคิวที่ระดับท็อป 5% เท่านั้น และ อ. ผึ้ง กำลังนำความรู้ แนวคิดต่างๆ อันทรงคุณค่าที่ได้จากกลุ่มสมาชิกมาปรับใช้ เพื่อช่วยพัฒนาเด็กไทยให้เก่งขึ้น โปรเจ็กต์นี้กำลังเดินหน้าแบบช้าๆ แต่จะไม่หยุดเดินค่ะ

แม้คะแนนของอ. ผึ้ง รอบนี้จะขาดไปเพียง “1 คะแนน” สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก Mensa ที่ระดับท็อป 2% แต่รอบหน้า อ. ผึ้ง ตั้งใจจะดูแลเรื่องการนอนหลับของตัวเองให้เต็มที่ และลดความเครียดจากงานลง เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของสมอง

บทส่งท้าย

“สมอง” และ “การคิดเป็น” เป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ทุกวันนี้เรามีอาหารอร่อยให้ทานทุกวัน แต่นั่นคืออาหารที่มีประโยชน์หรือเปล่า? ทุกวันนี้เรามีความบันเทิงให้ชมให้ฟังตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน แต่นั่นช่วยกระตุ้นการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ ของเราหรือไม่?

ทุกวันนี้เราคือ “ผู้สร้าง” หรือเพียง “ผู้เสพ”

อ. ผึ้ง อยากให้กำลังใจทุกคนว่า สมองดี ร่างกายแข็งแรง และจิตที่อิ่มความสุข…ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสร้างทุกอย่างได้ด้วยตัวของเราเอง แค่หมั่นดูแลการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านของเรา

คนไทยทำได้ค่ะ


บทความมีลิขสิทธิ์ : ขอบคุณที่ไม่คัดลอก หรือดัดแปลงเพื่อนำไปเผยแพร่นะคะ

สำหรับผู้ที่สนใจภาษาอังกฤษแบบมือโปร เพื่อพัฒนาชีวิตการทำงานของคุณก้าวขึ้นอีกระดับ ติดตามอ่านความรู้ดีๆ หรือลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ เทคนิคคำศัพท์ เทคนิคการพัฒนาสมอง และความจำ ได้ที่ Website : ajarnarada.com และ Facebook อ. ผึ้ง อารดา : English Brain

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: