คราวที่แล้ว คุยเรื่องความแตกต่างของ “ฟังเก่ง” กับ “ฟังรู้เรื่อง” ที่แม้แต่การ “เปิดทีวีทิ้งไว้” สักสิบหรือยี่สิบปี ก็อาจช่วยอะไรไม่ได้เลย ถ้าเราไม่รู้จัก “ฟังให้เป็น” (อ่านย้อนหลังที่นี่)

วันนี้ อ. ผึ้ง จะมาบอก 3 เทคนิคการฟังภาษาอังกฤษ แบบเน้นๆ เลยค่ะ รับรองใช้ได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น คนไม่มีพื้นฐาน จนถึงคนที่เริ่มคล่องแล้ว


บทความก่อน อ. ผึ้ง อธิบายแล้วว่า การเปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน แบบที่อาจารย์หรือกูรูภาษาหลายคนมักหยิบมาสอน อาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไปนะคะ ก่อนจะกระโดดลงไปทดลอง (และอาจเสียเวลา เสียค่าไฟบานตะไทอีก) ควรพิจารณาเป้าหมายการฟัง และระดับภาษาของเราก่อนนะคะ

อยากฟังแค่ “เอาสำเนียง” หรือ “อยากฟังให้รู้เรื่อง”?

เพราะการ “ฟังให้รู้เรื่อง” จะเกิดขึ้นเองไม่ได้จากการฟังอะไรซ้ำๆ แบบไร้จุดหมายนะ การฟังที่ถูกต้อง ต้องมีการ “วางแผน” เพื่อให้ถึงเป้าหมายค่ะ

เทคนิคการฟังให้เข้าใจที่ดีกว่าแค่ “เปิดทีวีทิ้งไว้” คือ

1. ปรับพื้นฐานความรู้ของเราเองก่อน

แต่ละภาษามีลักษณะเฉพาะของตัวเอง  อ. ผึ้ง สมมุติเรื่องเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกรอบละกัน สมมุติเราเป็นมือใหม่ ป้ายแด๊งแดง… นอกจาก ฮอนด้า มาม่า โตโยต้า และโดราเอมอน ก็ไม่รู้จักคำศัพท์ญี่ปุ่นใดๆ อีกเลย ไม่รู้ว่าเขามีการเรียงประโยคต่างจากภาษาไทย ประธานอยู่ไหน? กริยาอยู่ไหน? คำว่า “ฉัน” คืออะไร? คำว่า “เธอ” คืออะไร? อ. ผึ้งก็คงเป็นได้แค่นกแก้ว นกขุนทอง

ถึงหลายคนจะมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่แล้ว คงจะ (และควรจะ) รู้จักคำศัพท์มากกว่า 100คำศัพท์แน่ๆ แต่ก็มีอีกหลายพัน หลายหมื่นคำศัพท์ ที่เรายังไม่รู้ ใช่ไหมคะ? การผัน Tenseก็อาจยังไม่คล่องทั้งหมด (หรือลืมไปหมดแล้ว)

นั่นแปลว่า เราต้องมาปรับพื้นฐานของเรา มาทำความเข้าใจพื้นฐานของภาษาอังกฤษก่อน

กลับมาที่ภาษาอังกฤษ ถ้าอยากฟังให้เข้าใจ เราก็ต้องรู้ก่อนว่า คำศัพท์พื้นฐานมีอะไรบ้าง? คำนี้ออกเสียงยังไง? สะกดแบบไหน? เขาเรียงลำดับประโยคยังไง? อย่างน้อยควรจะรู้เป็นแนวทางไว้สักนิด

หรือถ้าพื้นฐานเราพอมีแล้ว จะปรับให้มันเป็นระดับที่สูงขึ้นอีกได้ไหม? ลองหาคำศัพท์ที่ท้าทายมากขึ้นมาฝึกสิคะ ถ้ารู้คำศัพท์เยอะขึ้น ก็ฟังได้หลายแนว หลายรายการนะ

พอพื้นฐานเราแน่นระดับหนึ่ง ทีนี้จะมาเปิดทีวีทิ้งไว้ ถึงเราไม่ได้ตั้งใจฟัง แค่ได้ยินเสียงผ่านๆ หูก็เถอะ แต่ถ้าฟังไป เอ๊ะ…“คำนั้นก็คุ้นๆ” “คำนี้ก็เพิ่งเจอนี่” “อ๋อ…ประโยคนี้ก็เพิ่งเรียนมา” แบบนี้มันถึงจะสนุก และการ “ซึมซับ” จากทีวีมันถึงจะมีความหมาย และมีทิศทางค่ะ

2. เรียงลำดับสิ่งที่ฟัง

ไม่ใช่ว่าเปิดทีวีมาเจอช่องไหนก็ฟังไปเลยได้นะคะ ย้อนกลับไปข้อหนึ่งคือ ถ้าพื้นฐานเรามีน้อย หรือเคยมีเยอะ แต่คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว จะกระโดดไปเปิดฟังช่องข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง มันจะรู้เรื่องไหมล่ะ?

เทคนิคการฟังอย่างฉลาด คือการเรียงลำดับสิ่งที่ฟังตามทักษะของเราค่ะ หมายถึงเรียงความยากง่ายของเนื้อหาก่อน ไม่ใช่เรียงตามความยาวของเนื้อหานะ อย่างที่บอกค่ะว่า ถ้าพื้นฐานไม่แน่น ต่อให้เปิดช่องสรุปข่าวเที่ยววัน หรือข่าวหนึ่งนาที ก็ยังไม่แน่ว่าฟังแล้วจะเก็ตนะคะ

ตัวอย่างการเรียงลำดับ ถ้าเราห่างภาษาอังกฤษไปนาน และอยากจะกลับมารื้อฟื้นทักษะอีกรอบ อ. ผึ้ง แนะนำว่าจะเริ่มเปิดเพลงสำหรับเด็ก หรือนิทานสั้นๆ สำหรับเด็กก่อนก็ได้ค่ะ ข้อดีคือ เราจะได้รื้อฟื้นคำศัพท์พื้นฐานด้วย เนื้อหาก็เข้าใจง่ายด้วย และได้ความสนุกด้วย เพราะนิทานยังเป็นบริบทที่ง่ายๆ

ทิปง่ายๆ จาก อ. ผึ้ง

พอเราเริ่มฟังเข้าใจแล้ว ต่อไปจะขยับไปฟังเพลงภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใหญ่ก็ได้ เพลงสากลทั่วไปจะใช้คำง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน บางท่อนก็เป็นประโยคซ้ำไปมา ฟังแล้วจะเริ่มเข้าใจได้ค่ะ

ต่อไปจะขยับไปดูหนังที่เราชอบ หรือดูสารคดีสั้นๆ ก็ได้ อะไรก็ได้ที่เราชอบ ตราบใดที่เรา “มีพื้นฐานเพียงพอ” และไม่กระโดดไปเริ่มจากสิ่งที่ยากเกินกำลังตัวเอง

3.โฟกัสที่ภาพรวม

เทคนิคข้อสุดท้ายแล้ว แต่เป้าหมายเรายังเหมือนเดิมค่ะ คือ “ฟังให้เข้าใจ”

การฟังให้เข้าใจ แปลว่าเราต้องเข้าใจ “ความหมาย” ของสิ่งที่ฟัง ก็ถ้าฟังอะไรแค่ผ่านหู หรือฟังมาแค่ครึ่งเดียว เป็นไปได้ว่าเราไม่ได้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด หรือที่แย่กว่าคืออาจจะเข้าใจผิด ชนิดตามไปแก้ข่าวไม่ทันด้วยนะคะ (>-<)

ถ้าจะฟังให้เข้าใจ การรู้คำศัพท์ และเข้าใจแกรมม่าเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่ อ. ผึ้ง อยากให้เราดูที่ภาพรวมด้วยค่ะ ถ้าฟังแล้วเจอคำศัพท์หรือสำเนียงการพูดที่ไม่คุ้น แล้วสมองเราไปสะดุด ไปติดล็อคอยู่ตรงนั้น แทนที่จะฟังประโยคต่อๆ ไปเพื่อจับภาพรวมก่อน แบบนี้ก็จบเลย รับรองทักษะการฟังของเราจะพัฒนาได้ช้าค่ะ

จากประสบการณ์ส่วนตัว อ. ผึ้ง ทำงานและอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร (UK) มาสิบกว่าปี สำเนียงท้องถิ่นของฝรั่งที่นี่แตกต่างกันเป็นร้อยสำเนียงค่ะ แบบที่ฟังแล้วคนขวัญอ่อนอาจ “ไนท์ตี้ช็อค” ไปเลย อย่างเช่น ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ เบอร์มิงแฮม หรือแม้แต่ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่ง อ. ผึ้ง เจอมาหมดแล้ว

นอกจากสำเนียงท้องถิ่นที่มีความติสท์มากๆ ไหนจะ “คำแสลง” ของเขาอีกล่ะ ยอมรับว่าสมัยย้ายมาปีแรกๆ อ. ผึ้ง ก็ไนตี้ช็อคเหมือนกันค่ะ แต่เคล็ดลับมันอยู่ที่ “การฟังอย่างตั้งใจ” และ “การโฟกัสที่ภาพรวม” ไม่ต้องเข้าใจทุกคำ แต่หลายครั้งเราเดาความหมายโดยรวมได้

จับความหมายโดยโฟกัสที่ภาพรวม ดีกว่าไปสะดุดที่รายละเอียดเล็กน้อย แล้วไม่เข้าใจอะไรเลย

สรุปคือ การหวังว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษได้โดยใช้วิธีเปิดทีวีทิ้งไว้ อาจได้ประโยชน์เพียงแค่ครึ่งเดียวนะคะ ถ้าอยากฟังให้เข้าใจ ต้องวางแผนการฟังอย่างเป็นระบบนะคะ ที่สำคัญที่สุดเทคนิคแถมข้อสุดท้ายคือ ต้องฝึกฟังบ่อยๆ ค่ะ

Practice makes Perfect.


บทความมีลิขสิทธิ์ : ขอบคุณที่ไม่คัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อนะคะ

สำหรับผู้ที่สนใจภาษสำหรับผู้ที่สนใจภาษาอังกฤษแบบมือโปร เพื่อพัฒนาชีวิตการทำงานของคุณก้าวขึ้นอีกระดับ ติดตามอ่านความรู้ดีๆ หรือลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ เทคนิคคำศัพท์ เทคนิคการพัฒนาสมอง และความจำ ได้ที่ Website : ajarnarada.com และ Facebook อ. ผึ้ง อารดา : English Brain

1 ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: